Pages

Dec 1, 2005

เสียงตอบรับจากเครื่องบันทึกเทปโบราณ



จากมานานคิดถึงจังเลย
หอมเจ้าเอยละอองท้องถิ่น
อยากกลับไปแนบซบไอดิน
บ้านรำพึงคิดถึงเสมอ
อัสดงอาทิตย์กล่าวลา
คืบคลานมาคือคิดถึงเธอ
คืนเหน็บหนาวอีกแล้วซิเออ
บ้านรำพึงคิดถึงไม่สร่าง

กี่ร้อนกี่หนาวกี่หมื่นร้าวราน
ไม่เคยสะท้านทุกเส้นทาง
สู้ทนสร้างฝันถึงวันรุ่งราง
จะแบกไปถมความทุกข์ระทม

ไม่จำเป็นดอกคำสัญญา
รั้วชายคาที่แสนรื่นรมย์
ผ่านผุพังเซซังทรุดโทรม
จะกลับไปเอาใจซ่อมแซม*1

สามปีเต็มในมหานครแห่งความฝัน
คำว่าคิดถึงบ้านเหมือนยาชาที่ฉีดลงตรงความรู้สึก
ความรู้สึกที่เชื่อว่ากำลังมุ่งมั่นในบางสิ่งที่ยากจะเข้าใจ
แม้แต่ตัวเองก็กำลังค้นหาคำตอบให้กับความมุ่งมั่นนั้น
1095 วัน บนเส้นทางของการค้นหา ที่อยากจะค้นพบ
ไอละอองของสิ่งใหม่ๆที่เรียกว่า ความฝัน

ค้นหา
หลายคนชอบใช้คำนี้ เวลาที่ได้เดินทางไปพบเจอเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
ถ้าเรายังค้นหาความฝัน แสดงว่าเรายังไม่รู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าความฝัน
ของเรานั้นมันมีหน้าตายังไง
ผมใช้เวลาขวบปีแรกๆที่เมืองนี้ค้นและหาความฝัน เพราะเชื่อว่าหากผมค้นมันพบ
ความฝันนั้นมันจะต้องกลายเป็นของผมได้ ในเมืองแห่งโอกาสแห่งนี้
แต่เวลาที่ผ่านมาผมกลับค้นพบอย่างอื่นที่บอกผมว่า บางทีการมีอยู่ของความฝัน
ไม่ได้มาในรูปแบบของการเดินออกไปค้นและหาเพียงอย่างเดียว
แต่อาจเป็นแค่การเหลียวกับไปมองค้นเข้าไปในเส้นทางของวันเวลาก่าๆ
ที่เราได้เคยผ่านมาบ้าง

ค้นพบ
ผมเรียนรู้การเอาตัวรอดในเมืองที่เหมือนโลกจำลองแห่งนี้ และเป็นโลกจำลอง
ของระบบทุนนิยมเต็มรูปแบบ เงินและทุนคือลมหายใจของมหานครแห่งนี้
ภาษา,อาหาร,การเดินทาง,ฤดูกาล,เทคโนโลยี,การสื่อสาร หรือแม้แต่ความสุข
ผมก็เรียนรู้จากความหลากหลายและแตกต่างของผู้คนที่นี่
และเข้าใจมันจากความทุกข์ส่วนตัวของผมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา
ที่ชีวิตกำลังเดินอยู่บนถนนแคบๆยาวๆที่เรียกให้ดูดีว่า ประสบการณ์
ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำว่า “ค้นพบ” กับสิ่งไหนดี ที่จะทำให้ผมเชื่อว่า
ความฝันมันเฝ้ารอผมอยู่ที่เมืองไกลแห่งนี้ได้บ้าง

แต่ในวันที่หัวใจนั่งนิ่งๆสวนทางกับความรีบเร่งตลอดเวลา
ความรีบเร่งแข่งขันเพื่อความมั่งคั่งร่ำรวยที่เป็นเหมือนกับเสียงลมหายใจของเมืองนี้
ที่ดังหนวกหูจนน่ารำคาญ เหมือนเสียงกรนของมหานครแห่งความฝัน
ที่พาลทำให้ผมหลับไม่ค่อยจะเต็มตื่นซักเท่าไหร่

ผม “ค้นเจอ”เสียงของความรู้สึกบางอย่าง
ที่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของคำถามที่ผมตั้งไว้ให้กับการค้นหาความฝัน
แต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่จะนำทางให้กับเส้นทางที่จะเลือกเดินไปข้างหน้า
ที่มีช่องทางแยกมากจนตาลาย ให้ผมได้ตัดสินใจ
อย่างน้อยก็ตัวเลือกที่จะอยู่ที่นี่หรือจะกลับบ้าน
ซึ่งเป็นคำถามทั้งจากตัวเองและคนรอบข้างตลอดมา

ค้นเจอ
ผมมีเครื่องเล่นเทปเล็กๆที่ซื้อจากมาบุญครองเมื่อหลายปีก่อน ก่อนที่จะมาที่นี่
ตั้งใจซื้อไว้ดักจับความคิดที่ฟุ้งลอยของตัวเองลงบนแถบบันทึกเสียงบนเทป
ที่นับวันจะหาซื้อยากและเป็นวัตถุโบราณลงไปทุกที
แล้วก็ได้รู้ว่าการเจรจากับไอ้เครื่องเล่นเทป ที่ได้แค่บันทึก..
และไม่เคยสนทนาอะไรกับผมกลับมาเลย นอกจากจะทำให้รู้สึก
เหมือนคนบ้าที่พูดอยู่คนเดียวแล้ว พอกดปุ่มหยุดเสียงมันก็เงียบเหงาพิลึก
เลยรู้สึกว่าผมชอบคุยกับตัวเองผ่านดินสอกับกระดาษมันถนัดใจกว่า
ส่วนการสนทนาทางความคิดกับหมู่มิตรสหายเก่าๆ น่าจะเป็นการแลกเปลี่ยน
ที่สมดุลกว่าเพราะได้ทั้งพูดและฟัง

ช่วงสองปีที่ผ่านมาผมใช้เจ้าเครื่องเล่นเทปตัวสุดท้ายในโลก(ของผม)
หมุนแถบบันทึกเสียงบางอย่างที่หาฟังไม่ได้ในระบบดิจิตอล หรือถึงแม้จะพอหา
ได้จากการดาวน์โหลดในยุคที่คำว่าแบ่งปันนั้นเอามาใช้กันผิดๆโดยเฉพาะลิขสิทธ์
ความคิดของผู้อื่น ผมขี้เกียจและขี้เกรงใจเกินไปในการพยายามหาอะไรอย่างนี้
ในอินเธอเนทและก็ไม่นิยมที่จะทำ

บางครั้งได้ฟังเสียงของความคิดของตัวเอง บทสนทนากับมิตรสหายเมื่อหลายปีก่อน
หรือไม่ก็ฟังเทปเก่าๆบางม้วนที่ติดตัวมา แม้แต่เทปธรรมะก็เคยส่งเสียงผ่านลำโพง
เสียงแตกๆนี้อยู่บ่อยๆ ถ่านธรรมดาสองก้อนยังให้พลังงานขับเคลื่อนแถบเสียง
ความคิดของผมอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อสองวันก่อนผมยืมเทปบันทึกคอนเสิร์ตสามช่าของน้าหมู พงษ์เทพ
มาจากพี่คนนึงที่ทำงานในครัวร้านอาหารไทย ร้านเดียวกับผมแกเอามาเปิดฟังในครัว
ตอนเช้าๆที่ร้านเพิ่งเปิด......เวลาที่คนอื่นๆเค้ายังไม่มากัน
มันเป็นภาพที่ขัดกับบรรยากาศแปลกๆนะ
ร้านอาหารไทยในบรูคลิน นิวยอร์ค ตกแต่งทันสมัย ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง
เปิดเพลงทันสมัย แต่แค่ผลักประตูเข้ามาในครัวมันเหมือนเส้นแบ่งที่กระโดดข้ามมา
ที่พื้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศไทย ที่ถูกตัดยกมาเหมือนชิ้นเค้กแล้วมาแปะไว้
ในส่วนใหญ่ๆของเมืองนี้
(รายละเอียดพวกนี้มีอีกเยอะคงมีโอกาสได้เล่าอีกที)

เทปม้วนนี้ผมมีแล้ว แต่เก็บไว้ในกล่องกระดาษมุมใดมุมหนึ่งในบ้านที่โคราช
ผมเคยฟังเพลงทุกเพลงในม้วนนี้แล้ว
แต่พอมาฟังมันอีกครั้งที่ดินแดนห่างไกล ผ่านเทคโนโลยีที่เค้ากำลังจะเลิกใช้กันแล้ว
มันเหมือนผมเพิ่งจะได้ยินท่วงทำนองและลึกซึ้งในความหมายของ
บทเพลงดีๆจากศิลปินบ้านนอกคนนี้ชัดๆอีกครั้งนึง

นั่งแกะเนื้อเพลงเพื่อเอามาเขียนลงในหน้ากระดาษนี้ ผ่านหูฟังสีขาวแสนทันสมัย
จากเครื่องไอพอด(iPod) ที่ซื้อมาเมื่อหลายเดือนก่อน
เป็นไอพอดที่ถ้าเป็นคนคงน้อยใจพอสมควรเพราะผมแทบไม่ค่อยอัพเดทหรือโหลด
เพลงใหม่ๆลงไปเท่าไหร่ ใช้งานไม่สมกับความรวดเร็วและสะดวกสบายของมันเลย
สงสัยอยู่ว่าผมฟังเพลงน้อยลงหรือผมไม่ฟังเพลงใหม่ๆกันแน่
นึกขำตัวเองเหมือนกัน เอาหูฟังจากเครื่องส่งเสียงที่ทันสมัยที่สุดมาต่อเข้ากับอุปกรณ์
ที่ใกล้จะเข้าพิพิธภัณฑ์เต็มทีเพื่อฟังเสียงเพลงเชยๆ
จากคอนเสิร์ตบ้านนอกๆ ของกวีชาวไร่ที่มีบ้านเกิดอยู่แถวๆที่ราบสูงของประเทศไทย
เหมือนกับผม เสียงเพลงจากซีกโลกที่อยู่ห่างไกลที่นี่อยู่เหมือนเดิม
โลกไม่เห็นได้แคบลงอย่างที่ชอบพูดกันเลย

“.ผ่านผุพังเซซังทรุดโทรม จะกลับไปเอาใจซ่อมแซม”
เป็นท่วงทำนองของภาษาที่จับใจผม ให้นิ่งๆแล้วทบทวนวันเวลาของตัวเอง
และให้ช่องทางเลือกให้กับความคิดเกี่ยวกับเรื่อง อยู่หรือกลับบ้าน ,ชีวิตที่ดีกว่า
,ความร่ำรวย,ความทันสมัย, การดูแลคนที่รัก,อดีตปัจจุบันอนาคต
และอีกหลายๆความฟุ้งซ่านส่วนตัว

ผมผ่านการ “ค้นหา” แต่ยังไม่แน่ใจกับการ “ค้นพบ” แต่ผมแน่ใจว่าผมได้
“ค้นเจอ” เสียงความรู้สึกบางอย่างที่มันอยู่กับผมมาตั้งนานแล้ว

ไม่รู้จะสรุปบันทึกอันนี้ยังไงดี บันทึกที่อยากจะบรรยายความรู้สึกของคนที่ห่างบ้าน
มาไกลคนนึงที่ผ่านระยะเวลาของความรับผิดชอบกับความคิดของตัวเองและความ
มั่นใจในบางสิ่ง ผ่านวันเป็นเดือนเลยปีจนเป็นหลายปี......
ที่ไม่เคยได้กลับไปเลยซักครั้ง แต่มั่นใจว่าคงอีกไม่นาน.....คงอีกไม่นาน

เหม่อมองฟ้าสีคราม
เหม่อมองไปตามเมฆลอย
ไกลสุดขอบฟ้า
หรืออยู่แค่เอื้อมมือสอย
อยู่ตรงไหน
ความมั่นใจที่จะรักเธอ

สุขที่ได้เหลียวมอง
แอบมองประคองภาพงาม
ใส่กรอบความฝัน
แขวนอยู่ที่จุดคำถาม
อยู่ตรงไหน
ความมั่นใจที่จะรักเธอ

โปรดช่วยแนะนำ
ชี้ทางให้คนแสนเซ่อ
อาจเป็นเพราะซ่อนซึม
เนิ่นนานจนมันเกาะกุม
หวาดกลัวจนเหมือน
ทุกอย่างที่ผ่านไปแล้ว
อยู่ตรงไหน
ความมั่นใจที่จะรักเธอ*2

“...ผ่านความชาของหัวใจมาสามครั้ง บางครั้งไม่มั่นใจตัวเองนะครับว่า
จะฝากหัวใจไว้ตรงไหน คงมีบ้างแต่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่า
ได้แต่งเพลงได้ร้องเพลงแล้วฝากหัวใจไว้ตรงนั้น......
ถ้าท่านมความรู้สึกอย่างผมก็ขอให้เข้มแข็ง
สร้างความมั่นใจให้ตัวเองเพื่อหาสิ่งที่หัวใจต้องการนะครับ”
(คำพูดคั่นระหว่างเพลง)


ฟังเหมือนท่วงทำนองในการแสดงดนตรีจากศิลปินเก่าๆคนนึง เป็นบทสนทนาแรกๆ
และคำแนะนำดีๆ ที่เครื่องบันทึกความคิดได้โต้ตอบกับเสียงที่ผมได้แต่บันทึกไว้
และเต็มไปด้วยคำถาม เป็นเสียงจากอดีตที่จะร่วมเดินทางไปกับผมในวันข้างหน้าที่
ผมกำลังเดินก้าวเข้าไปในหมอกของสิ่งเก่าๆที่เรียกว่าความจริง

*1 เพลง คิดถึงบ้าน
*2 เพลง ความั่นใจ
ศิลปิน พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ
อัลบั้ม บันทึกการแสดงสดสามช่าคอนเสิร์ต
ค่าย รถไฟดนตรี
เครดิตของคำร้องและทำนองนั้นไม่แน่ใจเพราะได้มาเพียงแค่ตัวเทป
รวมถึงความถูกต้องของเนื้อร้องเพราะแกะเนื้อความจากอุปกรณ์ที่พอจะทำได้

Jakksky
November 30, 2005
New York


3 comments:

Knot The Kapomtula said...

พี่ลองอ่านดูแล้วนะแจ็ค พี่ว่ามันมีอะไรซ้อนอยู่มากในความคิดแจ็คเอง มันดูเหมือนจะเศร้าเอามาก ๆ เลยนะ (ตามความรู้สึกพี่) พี่ว่าเขียนได้ดีเลยหละ พี่ก็ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเท่าไร แต่อ่านเบื้องต้นแล้ว ดีหว่ะ พยายามต่อ และพี่ก็จะพยายามอ่านให้หมดด้วยนะ

Anonymous said...

ยินดีต้อนรับกลับบ้าน
จงยิ้มรับ ให้กับ"วันแรกของชีวิตที่เหลืออยู่"

Anonymous said...

"มี 2 สิ่งเท่านั้นที่ช่วยเยียวยาท่าน์ได้ สิ่งหนึ่งคือบ้าน อีกสิ่งหนึ่งคือเวลา" ลี้คิมฮวงบอกอาฮุย
BlackJack